Iceland Trip Part 5

March 2, 2016

ภาคสุดท้ายยยยย คราวนี้จบแย้วว 55 จริงๆพิมพ์เสร็จมาพร้อม Part 4 แต่พล่ามยาวยืดเลยต้องแบ่งนิดนึงฮะ (แบ่งแล้วยังยาวอยู่ ><)

Day 12 : Vatnajökull National Park/Svartifoss/ Svínafellsjökull/Fjaðrárgljúfur/ Vík í Mýrdal

วันนี้ตื่นเช้ามารีบทานอาหารเช้าแล้วบึ่งไป Vatnajökull National Park กันเลย จุดหมายหลักอยู่ที่การไปชมความงามของ Svartifoss และ Svínafellsjökull อย่างใกล้ชิด ระหว่างทางจากโรงแรมไปจะมีจุดชมวิวให้ดู Hvannadalshnúkur ซึ่งเป็น pyramid peak ของภูเขาไฟ Öræfajökull ที่อยู่ใน Vatnajökull National Park และถือเป็นจุดที่สูงที่สุดของประเทศไอซ์แลนด์กันเลยทีเดียว จุดนี้ลืม bookmark พิกัด GPS มา แต่ระหว่างทางไป Svartifoss ถ้ามาจากฝั่ง Reykjavík จะอยู่ขวามือ ก่อนถึงแยกทางเข้า Svartifoss เห็นแน่นอน

01

จุดชมวิวยอดเขา Hvannadalshnúkur

บริเวณเดียวกันนี้เราจะเห็นซากของถนนวงแหวนหรือ ring road ที่เคยถูกซัดพังในปี ค.ศ. 1996 หลังเกิดการประทุของภูเขาไฟ Grímsvötn ความร้อนทำให้เกิด Skeiðarársandur(sandur/outwash plain) คือธารน้ำแข็งที่ละลายรวมกับตะกอนต่างๆพัดออกทะเล การทำลายล้างเทียบเท่ากะการเกิดน้ำท่วมหรือน้ำป่าใหญ่ๆเลยทีเดียว

02 sedur

ชิ้นส่วน Ring Road ที่ถูกซัดพัง

ต่อจากจุดชมวิวขับรถไปจอดที่ Skaftafell National Park Visitors’ Centre (GPS 64.01591,-16.966013) ซึ่งปัจจุบัน Skaftafell ได้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Vatnajökull National Park แล้วตั้งแต่ปีค.ศ.2008 ตรงจุดนี้มีห้องน้ำฟรีและดี ให้ทำธุระกันก่อนเดินขึ้นเขา เรียบร้อยแล้วจากห้องน้ำมีทางเดินกันต่อ แรกๆเดินทางราบชิลๆ ซักพักเริ่มชั้นจ้า หอบรับทานกันไป ระหว่างทางมีวิวสวยๆ น้ำตกยิบย่อยให้ดูเป็นกำลังใจ  

03 Hundafoss

Hundafoss ระหว่างทางไป Svartifoss

พอกำลังหอบได้ที่ก็มาถึงแล้วจ้า Svartifoss ของเรา (GPS 64.027313,-16.97526) มาถึงก็เจอ surprise!!!! ทางลงน้ำตกปิด!! อีดร๊วกกกกก ทำไมตรงทางขึ้นไม่บอกกรูก๊อนนน จะได้เตรียมใจมาว่าไม่ได้เข้าไปเห็นใกล้ๆ ฮือออ อีอุทยานผีทะเล ก็ว่าตอนเดินขึ้นสวนคนที่เดินลงเค้าก็อมยิ้มให้เราแต่ไม่ได้พูดอะไร (ขากลับเราเลยอมยิ้มแบบเดียวกันให้กลุ่มคนที่เพิ่งเดินขึ้นมา 5555)เอาวะ เห็นแค่นี้ก็ถ่ายแค่นี้ คือสวย แต่ไม่ได้สัมผัสถึงความอลังการอย่างใกล้ชิด ใครไปตอนนี้คงได้เห็นเต็มที่ เพราะตอนนั้นเค้าปิดปรับปรุงทางเดินไปตรงน้ำตกนี่แหละ … ก็คงจะต้องไปชมนางใหม่อีกรอบ หึหึ

04 Svartifoss

Svartifoss ระยะไกลลลลล (นี่ซูมแล้ว) T^T

หลังผิดหวังจากน้ำตก ก็ต้องไปซบอกธารน้ำแข็งปลอบใจ จุดหมายก็คือ Svínafellsjökull(GPS 64.0083,-16.879416) ขับรถไปจอดไว้แล้วจะมีทางเดินให้เลียบชมธารน้ำแข็งอย่างใกล้ชิด ซึ่งถ้าไปกันเองเราก็ได้แค่ลัดเลาะภูเขาตรงนั้นไปดู

05 svinafellsjokul

Svínafellsjökull

ทั้งนี้ทั้งนั้นห้ามลงไปเดินตรง Glacier เองโดยไม่มีไกด์นะฮะ อันตรายมาก ตรงนั้นเค้าก็จะติดป้ายเตือนอยู่

06 warning

พี่เค้าเตือนแล้วนะจ๊ะ

พร้อมด้วยป้ายระลึกถึงหนุ่มเยอรมันสองคนที่หายสาบสูญไปหลังเข้าไปเดินบนธารน้ำแข็งกันเอง (ก็คงม่องเท่งนั่นแหละ ญาติเค้าเอาป้ายมาติดไว้เป็นอนุสรณ์)

07 memorial

In memorial of Mr.Hinz and Mr.Grundt

คืนนี้เราก็จะไปพักกันในเมือง Vík เคาะ booking.com แล้วไปลงเอยที่ Höfdabrekka (GPS 63.426893,-18.905147) ระหว่างทางขับรถไป ซ้ายมือก็จะมีทุ่ง mossy lavarocks เป็นระยะๆ แวะลงถ่ายรูปได้ แต่อย่าไปเหยียบของเค้า มันจะมีบางช่วงเป็นจุดชมวิวทำไว้ให้ก็เดินตามนั้นนะฮะ การไปเหยียบทำให้ moss ซี้แหงแก๋หมด กว่าจะโตได้ก็นาน เดี๋ยวต่อไปจะไม่มีให้ดูกัน

08 mossy lava rocks

Mossy Lava ลมแรง ฝนตก ได้หยุดตรงนี้แป๊บเดียว

วันนี้เวลาเหลือเล็กน้อยยังไม่มืด เลยไปแวะซ่อมกันที่ Fjaðrárgljúfur (GPS 63.771446,-18.173317) จุดนี้โตรกผาสวยงามมาก มีจุดให้ชมวิวสามระดับ เดินลงไปด้านล่างสุดถ้าน้ำไม่เยอะมากสามารถลัดเลาะ canyon ไปได้เรื่อยๆ สวยแปลกตา ยิ่งเวลามีแสงส่องมายิ่งงาม

9 canyon from below

Fjaðrárgljúfur วิวจากด้านล่าง

เดินไปด้านบนมีสองระดับ ระดับกลางสำหรับคนไม่มีเวลาหรือขี้เกียจ ก็เป็นวิว canyon จากมุมสูง สวยไปอีกแบบ

10 canyon mid level

Fjaðrárgljúfur วิวจากช่วงกลาง

ถ้าใครมีเวลาและแรงเหลือ ก็เดินต่อไปด้านบนอีกนิด ความสวยอยู่ที่มีน้ำตกสามอันจากสามด้านมาบรรจบกัน น้ำใสสีเขียวสวยมาก ทางเดินไปดูเป็นชะง่อนผาเล็กๆเขียนขู่ไว้ว่า enter at your own risk 55 ชะโงกไปดูสวยจริงๆ เสียดายมุมกล้องตรงนี้ถ่ายยาก เก็บรูปมาไม่สวยเหมือนตาเห็น

11 canyon from the top

Fjaðrárgljúfur วิวด้านบน ตรงน้ำตกมาป๊ะกัน

12 canyon from the top 2

Fjaðrárgljúfur วิวจากด้านบน มองไปอีกฝั่ง

ขับรถกลับมา Vík í Mýrdal(the village of Vík) จะถึง Höfdabrekka ก่อน โรงแรมนี้ห้องเล็กๆ แต่อุ่นดี เตียงสบายพอควร ถ้าจะเพิ่มอาหารเช้าบวกราคาพอควรด้วยความงกเลยไม่เอา 55 check-in เสร็จแล้วก็เข้าเมืองไปชมโบสถ์ Víkurkirkja (GPS 63.420455,-19.002653) ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาหลังคาแดงเด่นเป็นสง่า ตอนนั้นไปถึงโบสถ์ปิดแล้วไม่ได้เข้าไปด้านใน เลยได้เดินชมอยู่ข้างนอก

13 church in Vik

Víkurkirkja

จากตรงนี้มองเห็นแท่งหิน Reynisdrangar ในมุมไกลๆด้วย

14 reynisdrangar view from church

Reynisdrangar view from Víkurkirkja

ชมโบสถ์เสร็จ อ้าวยังพอมีแสง ด้วยความงกเวลาเลยแวะไปหาดทรายดำ Reynisfjara กันต่อ ตรงนั้นลมแรงสุดฤทธิ์ อยู่ได้ไม่นานก็มืดเลยไปหาของกินกันต่อ ไปร้าน Halldórskaffi(GPS 63.41757,-19.014179) อันนี้ไปตามที่คนรีวิวใน tripadvisor คนเต็มร้านตลอดเว ท่าทางจะตามมาจากที่เดียวกัน 55 ร้านนี้มีซุปกับขนมปังให้ตักเองฟรี อาหารอื่นๆรสชาติโอเค อร่อยแต่ไม่ได้ highly recommended เหมือนร้าน Tryggvaskáli ในเมือง Selfoss

15 lamb steak

Lamb steak จากร้าน Halldórskaffi

Day 13 : Reynisdrangar/Reynisfjara/Dyrhólaey/DC3 Airplane Wreckage/Skógafoss/Bæjarins beztu pylsur(ใช่แล้ว! ไส้กรอก 55)

วันนี้ถือเป็นวันเที่ยววันสุดท้ายในไอซ์แลนด์เลยก็ว่าได้ (ฮือออ) เพราะวันรุ่งขึ้นมีไฟลท์บินกลับฮอลแลนด์แต่เช้าตรู่ ว่าแล้วก็เริ่มเก็บแต้มกันแต่เช้า เริ่มที่แท่งหิน Reynisdrangar(GPS 63.399257,-19.030733) ที่เมื่อวานดูมุมสูงลงมาจากโบสถ์ และดูจากมุมหาดทายดำ Reynisfjara กันแล้ว วันนี้ขอนำเสนออีกมุม ขับรถจากโรงแรมมาเลี้ยวเข้าทางเล็กๆข้างปั๊ม N1 (GPS 63.417717,-19.0014) ขับตามทางเข้าไปจนสุดแล้วเดินต่ออีกนิด ก็จะเห็น Reynisdrangar ในตำนานว่ากันว่าหินนี้เดิมคือยักษ์โทรลล์สองตน (บางที่ก็ว่าสาม) พยายามจะลากเรือสามกระโดง (three-masted ship) เข้าฝั่งก่อนสว่าง แต่ไม่ทัน พอโดนแสงแดดเลยกลายเป็นหินอยู่กลางทะเลแบบนั้น ก็จินตนาการกันไป

16 reynisdrangar from left side

Reynisdrangar ทางเข้าจาก N1 station

ไปซ้ำกันที่ Reynisfjara ซักหน่อย (GPS63.404301,-19.044282) เมื่อวานได้อยู่แค่แป๊บเดียว จากถนนหลักเข้าไปซ้ายมือมีโบสถ์จิ๋วซึ่งลักษณะเหมือนโบสถ์บนเขาเป๊ะ ข้างๆมีหลุมศพพอให้ดูวังเวง จุดนี้เราแวะจอดถ่ายรูปเฉยๆ

17 small church

โบสถ์จิ๋วพร้อมหลุมศพ

ขับตรงต่อไปที่จอดรถหาดทรายดำเบยยย ตรงที่จอดรถนี้มีห้องน้ำ เป็นระบบอัตโนมัติต้องหยอดเหรียญก่อนถึงจะเปิดประตูได้ (ร้ายนักนะเรา 55) ถ้าจำไม่ผิดราคาครั้งละ 200 ISK ตรงนั้นมีร้านอาหาร Black Beach restaurant ใครหิวก็แวะทานกันก่อนได้ ส่วนใครไม่หิวก็เดินลงหาดกันเลย มองไปทางซ้ายไปเห็นกำแพงแท่งหินบะซอลท์ซ้อนอยู่เป็นแท่งสวยงามเหมาะแก่การเป็นฉากถ่ายรูป 55 ตรงบริเวณนี้มีลักษณะเป็นหลืบคล้ายถ้ำอยู่สองที่ อยู่ติดกับกำแพงแท่งหินที่นึง และอีกที่ต้องเดินเลยกำแพงหินไปหน่อย

18 basalt rocks

กำแพงหินบะซอลท์

จากมุมนี้ทางซ้ายเป็นหิน Reynisdrangar เจ้าเก่า

19

Reynisdrangar จากหาดทรายดำ

 

ส่วนทางขวาเป็นหาดทรายดำยาวไปถึง Dyrhólaey หรือหน้าผารูประตูนั่นเอง (ก็ภาษาไอซ์แลนด์มันแปลว่า door hole อ่ะ 55) ตรงหาดทรายดำนี่คลื่นลมแรงมากแทบจะตลอดเวลา ทางที่ดีอย่าพยายามลงเล่นน้ำหรือไปใกล้น้ำมากจะดีกว่า

20 dyrholaey view from black beach

Dyrhólaey view from the black beach

จากจุดนี้ใครขยันอยากเดินไปชมวิว Dyrhólaey ในระยะใกล้ก็ตามสบายฮะ ส่วนพวกขี้เกียจอย่างข้าพเจ้าก็ขับรถไปจะดีกว่า 55 ขับขึ้นไปยังจุดจอดรถแรก (GPS 63.403722,-19.103861) ตรงนี้มองไปทางซ้ายจะเห็นแท่งหิน Reynisdrangar กับหาดทรายดำจากมุมไกล

21 reynisdrangar from view point

Reynisdrangar จากจุดชมวิว

ด้านขวามองไปจะเห็นผารูประตูนะฮะ

22 dyrholaey from view point

Dyrhólaey อยู่อีกฝั่งของจุดชมวิว

จริงๆตรงนี้หาดทรายดำลงไปเดินชมวิวได้ แต่วันที่เราไปมันปิด ไม่รู้เพราะลมแรงรึเปล่า ก็อดเดินไป

ขับต่อขึ้นไปจอดที่จอดรถ (GPS 63.404064,19.12931) ตรงนี้ลมแรงมากกกกกกกกก แรงแบบพีคที่สุดที่เจอลมในไอซ์แลนด์มา ตอนแรกจอดรถไกลทางเดินหน่อย ลงจากรถมาพยายามเดินอยู่ห้านาทีได้ไกลจากรถไม่ถึงห้าเมตร คือลมแรงขนาดนั้น เพราะที่จอดมันลักษณะคล้ายแอ่งกระทะด้วย เลยต้องตั้งหลักใหม่ มีรถออกไปได้จังหวะเราขับไปจอดเสียบแทนตรงริมขอบแอ่งกะทะใกล้ทางเดินพอดี จากจุดนี้ทางซ้ายจะเห็นพี่ Reynisdrangar เจ้าเก่า

22.2 reynis and barn

Reynisdrangar จากจุดชมวิวบน Dyrhólaey

เดินต่อไปจะมีประภาคารอยู่ใกล้ขอบหน้าผา (GPS 63.402339,-19.130584) เดินพ้นจากประภาคารไปก็เป็นจุดชมวิวผารูประตูของเรา

23 dyrholaey

Dyrhólaey มุมประชิดที่แทบต้องแลกมาด้วยมือถือ (ลมพัดจะปลิวเอา)

ทางเดินไม่ไกลเลย แต่กว่าจะถึงนี่เล่นเอาหอบแดร๊ก ลมแรงสุดๆแบบตัวจะปลิว (literally)

24 strong wind

โปรดสังเกตความแรงของลม

จุดเก็บแต้มสำคัญอีกจุดคือซากเครื่องบิน DC3 หรือ DC3 Airplane Wreckage(GPS 63.459523,-19.364618) จุดนี้ตั้งอยู่กลางทุ่งโล่งแบบไม่มีแลนด์มาร์คอะไรทั้งสิ้น แม้เราจะอาศัย app maps.me แต่มันก็ไม่สามารถสร้างเส้นทางเข้ามาจุดนี้ได้ เลยต้องพยายามสังเกตทางเข้าที่เป็นจุดประๆเหมือนทางเดินเท้า พอเจอแล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้ามาเลย จะมีป้ายเล็กๆบอกอยู่ว่าจุดเครื่องบินตกอยู่ด้านใน เนื่องจากที่ดินบริเวณนี้เวิ้งว้างสุดๆ ให้อาศัยขับรถตามจุดประเส้นทางเดินในแอพ หรือถ้าสังเกตดีๆจะมีเสาเตี้ยๆปักเรียงเดี่ยวเข้าไปยังซากเครื่องบิน อย่าขับมั่วไปจากนี้ มิเช่นนั้นท่านอาจหลงได้ 555

จุดนี้เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพแสงเหนือ คือมันตั้งอยู่กลางทุ่งสุดๆ ไม่มีแสงไฟรบกวนอะไรเลย ถ้าฟ้าเปิดคงเห็นแสงได้แจ่มสุดๆ แต่ใครคิดจะไปถ่ายภาพแสงเหนือตอนกลางคืนอาจจะลองไปสำรวจตอนกลางวันก่อนก็ดี จะได้ไม่หลง พอไปถึงไม่ต้องกลัววังเวงกลัวผีเผออะไร ถ้าวันนั้นจุดนั้นฟ้าเปิดจะมีตากล้องตั้ง tripods กันสลอนรอถ่ายภาพแสงเหนือเป็นเพื่อนท่านอยู่อย่างแน่นอน (เหมือนที่เราเจอมาแล้วที่ Jökulsárlón55)

25 DC3

DC3 Airplane Wreckage

จากตรงนี้ได้เวลาขับรถยิงตรงกลับ Reykjavík ขากลับรู้สึกเวลาเหลือ แวะเก็บแต้มซ้ำที่ Skógafoss กันกรุบกริบ เพราะวันแรกฝนตก (แต่วันนี้ไม่ได้บ้าพลังเดินขึ้นไปถึงด้านบนอีกรอบ แหะแหะ)

26 skoga

Skógafoss ฟ้าใสกว่ารอบแรกจิ๊ดนึง

คืนสุดท้ายพักที่ Best Western Hotel Reykjavík ก่อนคืนรถและเข้าที่พัก (คืนเสร็จบริษัทรถจะขับรถไปส่งที่โรงแรม) ได้แวะทำ mission สุดท้ายคือตามล่าหาไส้กรอก bæjarins beztu pylsur ใครมาต้องอย่าพลาด ของเค้าดีจริงๆ พิกัดร้านอยู่ที่ GPS 64.148217,-21.937703 แต่วันนั้นดูเวลาแล้วไปไม่ทันร้านปิดแน่นอน กรี๊ดดดด ต้องหาพิกัดใหม่ ของเค้ามีหลายสาขาอยู่ สรุปเลยได้ไปลองชิมที่ food court ของห้าง Kringlan (GPS 64.130343,-21.895204) ฟินมากบอกเลยสำหรับคนชอบฮอทดอก 55 ไม่ได้อลังการมากแต่มันอร่อยแบบง่ายๆ ไส้กรอกกรุบๆ ขนมปังอุ่นๆ ซอสรสชาติดี มีหอมสับใส่มาพร้อมหอมเจียว ว่าแล้วก็อยากกินอีก

27 hot dog

Bæjarins beztu pylsur (hot dog) and my hot guy :P

ปิดท้ายทริปคืนนี้เดินชมเมืองอีกรอบ ได้เห็น aurora รำไรๆ ที่ the Sun Voyager ฟินเบาๆ

28 last aurora

Our last aurora at the Sun Voyager

Day 14 : Last day

วันนี้กลับฮอลแลนด์ไฟลท์เช้าตรู่ นัดแนะกับ Fly Bus Plus มารับตอนช่วง 04.30 – 05.00 น. ที่โรงแรมดีมาก มีการเตรียมอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวไฟลท์เช้าไว้ตั้งแต่ตีสี่ เป็นอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ง่ายๆ ทานเสร็จเลยตีสี่ครึ่งนิดหน่อยรถก็มาจอดรออยู่หน้าโรงแรมแล้ว

ไปถึงสนามบิน Keflavik โดยทั่วไปจะมีตู้ให้ check-in เอง แล้ว print boarding pass ออกมา จากนั้นก็ไป drop กระเป๋า ซึ่งตรงนี้แถวยาวเฟื้อยยยยยยย เพราะแต่ละสายการบินจะรวมทุกไฟลท์มา drop กระเป๋าด้วยกัน เพราะงั้นต้องเผื่อเวลาตรงนี้ด้วย

วันสุดท้ายก่อนจาก Iceland อุตส่าห์ชะโงกผ่านหน้าต่างทั้งรถทัวร์ทั้งเครื่องบิน เผื่อโชคดีเห็นแสงเหนือส่งท้าย แต่ก็อด 55

ทริปนี้เป็นอะไรที่ประทับใจมาก ไอซ์แลนด์เป็นประเทศเดียวที่ไปแล้วรู้สึกว่าต้องกลับไปอีกหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย ทุกอย่างคือดีงาม แม้อากาศฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ แม้ท้องฟ้าจะอาร์เจนทั้งทริป แต่ก็ยังประทับใจสุดๆ รายทางวิวสวยงามตลอด ทั้งภูเขาทั้งน้ำตกเล็กน้ำตกน้อย รับรองว่าใครมาไม่มีผิดหวัง ได้มาเห็นไอซ์แลนด์และแสงเหนือสักครั้งในชีวิตนี่นอนตายตาหลับแน่นอน

Till we meet again, the Land of Ice and Fire

Written by Puengie