Iceland Trip Part 3

December 11, 2015

มาต่อกันจากตอนที่แล้วนะแจร๊ะ

Day 5 : Mývatn Lake/Hverir/Viti Crater/Mývatn Nature Baths

วันนี้เที่ยวเก็บแต้มกันแบบมาราธอน จะอยู่กันแถว Mývatn โดยช่วงเช้าชมรอบๆทะเลสาป Mývatn กันก่อนแล้วไปต่อที่ geothermal area ข้างเคียง

เริ่มที่ทะเลสาป เราวนดูเริ่มจากทิศใต้แล้วทวนเข็มนาฬิกาตามรีวิวคุณ MedicinePath ใน pantip.com (http://pantip.com/topic/30234281) เริ่มที่ Skútustaðir จอดรถตรงจุดจอด (GPS 65.567555,-17.035738) จากนั้นจะเดินเข้าไปตามทางเดินจะเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็น pseudocraters หรือปากปล่องภูเขาไฟเทียม ตามภาพ

01

Pseudocrater กะทะเลสาปน้ำแข็งยามเช้า

จากนั้นตามรีวิวจะเป็นการไปดู Forested lava headland ตรงจุด Hofði (GPS 65.570786,-16.953647) ซึ่งจะมีทางเดินลัดเลาะริมทะเลสาปให้ดูหินลาวารูปร่างแปลกๆ ซึ่งดูรูปในรีวิวสวยดี แต่!!! ตอนไปดันไปผิดจุด จอดรถตรงอีกจุดจอดนึง (GPS 65.579871,-16.95094) ซึ่งตรงจุดนี้ก็มีทางเดินให้ชมหินลาวาเหมือนกัน แต่อาจจะไม่สวยเท่าในรีวิวเค้า 555

02

แท่งหินลาวา

ถัดมาแวะกันต่อที่ Dimmuborgir(GPS 65.591616,-16.913058) ก็เป็นทุ่งหินลาวาเหมือนกันแต่ไม่มีทะเลสาปรอบๆ ด้านในมีทางเดินสำรวจธรรมชาติให้เลือกเดินกันตามความถึกบึกบึนของแต่ละท่าน และก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ ข้าพเจ้าเลือกเส้นที่ใกล้ที่สุด 555 ไม่รู้เพราะความขี้เกียจเดินน้อยเองรึเปล่า เลยทำให้ทุ่งหินลาวาที่เห็นเนี่ยรู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ รูปก็ไม่มีให้ดู เพราะไม่อิน 55 ใครมีเวลาเหลือและความขยันมากก็ลองเดินเส้นไกลๆดู เผื่อจะสวย แฮ่ ><

ติดกับที่จอดรถ Dimmuborgir นี้จะมีร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟ และห้องน้ำให้บริการอยู่ ซึ่งห้องน้ำจะคิดเงิน 200 ISK ถ้าจำไม่ผิด

ออกจากทุ่งหินลาวา จุดหมายถัดไปคือ Hverfjall (GPS 65.605061,-16.873955) เป็นปากปล่องภูเขาไฟที่เคยระเบิดเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งสามารถเดินขึ้นไปชมวิวที่ปากปล่องได้ ตอนแรกก็กะว่าจะเดินขึ้นไป แต่พอไปจอดรถใกล้ๆ เหยยยสูงไปป่าววะ จริงๆฟิตอยากเดินขึ้นไปมากเลยนะ แต่มีที่ต้องไปต่ออีกหลายที่ นี่ก็บ่ายแก่ๆแล้ว เดี๋ยวมืดจะเที่ยวไม่ทัน ต้องตัดใจไม่เดินขึ้นไป เศร้าจริงๆ (เหรอ?)5555

03

Hverfjall ปล่องภูเขาไฟแห้ง ของจริงสูงมากกก

ที่สุดท้ายริมทะเลสาป Mývatn ที่เราจะไปกันวันนี้ก็คือ Sigurgeir’s Bird Museum (GPS 65.629236,-16.994354) จะเห็นว่าอยู่ไปทางฝั่งตะวันออกของทะเลสาปอยู่อันเดียว เดี๋ยวต้องไปเที่ยวทางทิศตะวันตกต่ออีก ทำไมตูไม่ไปเก็บอันนี้ก่อนเป็นอันแรกแว๊ 555 แต่เนื่องจากพลาดไปแล้ว และอยากไปดู ก็เลยไปกันจนได้ ขับรถไปทางด้านตะวันออกของ Mývatn Lake จะเจอทางเข้าไป Ytri-Neslönd Farm ขับเข้าไปจะเจอ Bird Museum ที่ว่านี้ เดินผ่านประตูเข้าไปข้างในจะเจอกับห้องน้ำเป็นอย่างแรกซ้ายมือ เดินตรงต่อไปจะเป็นเคาน์เตอร์ต้อนรับ (และคิดเงิน) ด้านขวามีเปิดเป็นร้านอาหาร ในส่วนของพิพิธภัณฑ์จะมีม่านแยกกั้นออกไปอีกส่วนอยู่ทางซ้าย ไปถึงเพิ่งรู้ว่า อ้าวไม่ฟรีนี่หว่า 55 ค่าเข้าคนละ 1000 ISK ไม่ถูกไม่แพง จริงๆเราก็เป็นคนงกอยู่แต่ไหนๆอุตส่าห์ขับรถอ้อมทะเลสาปมาถึงนี่แล้วก็เข้าไปดูหน่อยแล้วกัน จ่ายตังค์เสร็จคุณป้าที่เคาน์เตอร์ก็นำทางผ่านม่านประเพณีเข้าไปดู 55 พิพิธภัณฑ์นี้เป็นคอลเลคชั่นนกสตาฟส่วนตัวของมิสเตอร์ Sigurgeir (ซึ่งตอนนี้เสียชีวิตไปแล้วพร้อมเพื่อนจากอุบัติเหตุอะไรไม่ทราบที่ทะเลสาปนั่นแหละ) ก็มีนกสตาฟหลายชนิดตั้งแสดงอยู่ในตู้กระจก ส่วนใหญ่เป็นนกที่พบได้ในไอซ์แลนด์ มีข้อมูลบอกชื่อในภาษาต่างๆ ถิ่นที่อยู่ และช่วงเวลาที่นกอพยพเข้า-ออกจากไอซ์แลนด์ ก็ดูกันไปเพลินๆห้องไม่ใหญ่มาก ตกแต่งมีบ่อน้ำเล็กๆตรงกลางใส่มาริโมะ สาหร่ายบอลกลมๆเอาไว้ คุณป้าบอกว่ามาริโมะนี้นอกจากในญี่ปุ่นแล้ว ในทะเลสาป Mývatn ก็มีกะเค้าเหมือนกัน น้องมาริโมะในพิพิธภัณฑ์นี้ก็เอามาจากในทะเลสาปนี่แหละ แต่เป็นก้อนที่หยุดเติบโตแล้ว มาคิดทีหลังเอ๊ะ แล้วรู้ได้ไงว่าหยุดเติบโตแล้วฟระ ตอนที่อยู่ก็ดันไม่สงสัยไม่ได้ถามคุณป้า งงอีกทีนี้ 555

พอออกมาจากส่วนของพิพิธภัณฑ์ คุณป้าก็พาไปด้านนอกของอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจะมีอาคารเล็กๆอีกหลัง จัดแสดงเรือและอุปกรณ์ประมงเก่าๆดูเพลินๆอีกเช่นกัน เสร็จแล้วเค้ามีบริการกล้องส่องนก ใครสนใจก็ไปชมนกเป็นๆริมทะเลสาปกันได้ ว่ากันว่ามีหลายชนิดอยู่ แต่เรายังมีที่ต้องไปต่อเลยไม่ได้ไปส่องนก แอบรู้สึกผิดต่อคุณป้าอยู่ไม่น้อย 55

จุดหมายถัดไปคือ Hverir (GPS65.640468,-16.809553) ซึ่งอยู่ถัดจากภูเขา Námafjall บริเวณนี้เป็น geothermal area มีบ่อโคลนร้อนและเดือดให้เดินชมดูกัน เป็นพื้นที่ลักษณะสวยแปลกตาเหมือนไม่ได้อยู่บนโลก

04

Hverir ที่เค้าว่ากันว่าเหมือนพื้นผิวดวงจันทร์

 สิ่งที่ต้องทำใจล่วงหน้าสำหรับ Hverir นี้มีสองอย่าง อย่างแรกคือกลิ่น เค้าจะเขียนอธิบายไว้ว่าเป็น “characteristic Sulphur smell” พูดเป็นภาษาบ้านๆเราก็คือกลิ่นกำมะถันหรือก๊าซไข่เน่านั่นเอง ใครที่ไวต่อกลิ่นกลัวจะเวียนหัวก็หาอะไรปิดจมูกกันซะหน่อยก็ดีค่ะ

044

เหม็นจุงเบย

อย่างที่สองที่ต้องทำใจคือ สิ่งที่เราไปดูคือบ่อโคลนร้อน เค้าจะมีกั้นเชือกไว้ไม่ให้เข้าไป แต่บริเวณรอบๆเดินลงไปดูได้ ซึ่งไอ้บริเวณรอบบ่อโคลนร้อนมันจะเป็นอะไรไปได้นอกจากโคลน 55 ใช่แล้ว รองเท้ารวมถึงขากางเกงของท่านจะเลอะเทอะชิหัยจากบริเวณนี้ ถ้าใครไม่อยากเลอะก็ยืนดูอยู่จากจุดชมวิวที่เค้าทำไว้ได้ จุดชมวิวจะอยู่หน้าบ่อที่เดือดที่สุดพอดี ส่วนใครไม่กลัวเลอะก็เดินลงไปชมตามบ่ออื่นๆได้ แถมมีกองหินควันฟู่ๆให้ดูเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ คุณฝรั่งชอบที่นี่มาก พาเดินจนทั่วบริเวณ ไม่เกรงใจรองเท้ากรูเบยยย

05

อันนี้คือขูดออกไปบ้างแล้ว

ดู Hverir กันเสร็จ ก็ไปเก็บแต้มกันต่อที่ Viti crater (GPS 65.717748,-16.756432) เป็นปากปล่องภูเขาไฟที่ด้านในมีน้ำกลายเป็นทะเลสาปสีสวย (ต่างกะปล่อง Hverfjall ที่เป็นปล่องแห้งๆ) ออกจาก Hverir ขับรถตามถนนวงแหวนไปทิศตะวันออกจะมีแยกซ้ายมือเข้าไป Krafla-Viti Crater ขับรถเข้าไปจะมีโรงไฟฟ้า เราต้องขับผ่านลอดท่อเข้าไปขนาดใหญ่อลังการมาก จริงๆตรงซ้ายมือจะมี Krafla lava field แต่ตอนนั้นใกล้พระอาทิตย์ตกแล้วเลยไม่ได้เดินเข้าไป

06

ท่อโรงไฟฟ้า ใหญ่มั่ก

ขับผ่านไปอีกนิด ขวามือจะเป็น Viti crater จุดจอดรถอยู่ใกล้ปากปล่องมากเดินขึ้นไปอีกนิดเดียวก็จะเห็น Viti crater lake สีสดใสสวยงาม ตรงปากปล่อง Viti นี้เราสามารถเดินชมวิวได้รอบๆ อ่านรีวิวมาว่าจะมีทะเลสาปกะ geothermal area เล็กๆอยู่ แต่ตอนที่ไปเริ่มมืดแถมลมแรงมากแบบน่ากลัวเลยไม่ได้เดินรอบปล่องกัน กลัวจะได้ไปชมความงามอย่างใกล้ชิดที่ก้นปล่องซะก่อน

07

Viti crater กับน้ำสีฟ้าสดใส

จุดเก็บแต้มสุดท้ายสำหรับวันนี้คือ Mývatn Nature Baths (65.631381,-16.847462) เป็นบ่อน้ำแร่อุ่นเหมือน blue lagoon แต่ขนาดเล็กกว่า ค่าเข้าคนละ 3,200 ISK ก็แพงอยู่ถ้าจะคิดว่าแค่มาอาบน้ำ แต่มันฟินมากนะคุณ ไม่ควรพลาด จะไปก็เตรียมผ้าเช็ดตัวกะชุดว่ายน้ำไปให้พร้อม ถ้าไม่มีเค้ามีให้เช่า ไม่ได้ถามราคาแต่คาดว่าน่าจะแพง ในนั้นมีสบู่แชมพูแบบทูอินวันให้ใช้ แต่ถ้าใครอยากเตรียมไปเองก็ได้ อีกอย่างสำหรับสาวๆคือเตรียมยางมัดผมไปด้วย เพราะน้ำแร่นี่ทำให้ผิวนุ่มแต่ผมจะแห้ง 55 ตอนนั้นทำหนังยางหาย สยายผมอยู่คนเดียวในสระ 55 ขึ้นมาก็กระด้างๆหน่อย ไม่ได้แห้งพังอะไรขนาดนั้น

จ่ายเงินเสร็จคุณพนักงานจะย้ำมากว่าให้อาบน้ำก่อนลงสระนะคะ และเวลาอาบน้ำต้องแก้ผ้าหมดนะคะ เข้าไปห้องอาบน้ำแยกชายหญิง มีล็อคเกอร์ให้เก็บของ ถัดจากล็อคเกอร์เข้าไปจะเป็นส่วนเปียก มีเคาน์เตอร์ให้เป่าผมอยู่ทางขวา ด้านหน้ามองตรงไปมีห้องส้วมหนึ่งห้อง หันซ้ายเป็นส่วนอาบน้ำ มองเข้าไปในส่วนอาบน้ำทางซ้ายจะมีฝักบัวเรียงกันโล่งๆ ทางขวาจะมีห้องสองห้องที่มีม่านพลาสติกอยู่ ในส่วนอาบน้ำนี้จะมีภาพเน้นอีก ว่าต้องแก้ผ้าอาบก่อนลงสระนะคะเมิง ล้างตามตรอกซอกซอยต่างๆให้สะอาดก่อนลง (มันเน้นจริงๆ 555)

จะขอเล่าความเปิ่นนิดนึง ในส่วนห้องอาบน้ำที่มีม่านนี้ มีภาพแปะไว้เป็นรูปม่านประตู แล้วขีดกากบาทสีแดงใหญ่ๆทับ ไอ้เราก็เอ๊ะ สงสัยห้ามปิดม่าน กลัวกรูแอบอาบไม่สะอาดรึไง เอ้าไม่ปิดก็ไม่ปิด ก็แก้ผ้าอาบกันไป ตอนเข้าไปไม่มีคน อาบไปซักพักมีสองคนขึ้นมาจากสระเค้าก็ใส่ชุดว่ายน้ำเข้ามาอาบน้ำล้างตัวกันที่ฝักบัวด้านนอก พออาบเสร็จจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเค้าก็ไปเอาผ้าเช็ดตัวมาปิดแล้วค่อยๆถอดเปลี่ยนกันไป ไอ้เราก็แหม่ ไม่ยุติธรรมเลยเว้ย คนมาใหม่ต้องแก้ผ้า คนอาบเสร็จไม่ต้องก็ได้ กรูโชว์อยู่ฝ่ายเดียว ปรากฏตอนหลังออกมาคุยกะคุณฝาชี ที่นี่แม่งประหลาด ทำม่านแล้วห้ามปิดจะทำไว้ทำไมฟระ นางบอก ผึ้งงี่ดูดีๆ รูปนั้นอ่ะมันเป็นรูปม่าน แล้วในรูปข้างๆมีม่านมีผ้าเช็ดตัวพาดราวม่านอยู่ คือเค้ากากบาทสีแดงว่าเมิงห้ามเอาผ้าเช็ดตัวพาด กรี๊ดดดดด อีนี่ก็ไม่รู้เรื่อง เปิดม่านแก้ผ้าอาบจ้า ฝรั่งในห้องน้ำสองคนนั้นคงแบบยัยเอเชียนี่สงสัยชอบโชว์ ม่านมีไม่เจือกปิด ฮือออออ ><

อาบน้ำใส่ชุดว่ายน้ำเสร็จก็ได้เวลาลงสระน้ำอุ่น เดินผ่านส่วนอาบน้ำก่อนออกไปจะมีห้องส้วมอีกห้องนึง ข้างในมีแก้วแบบใช้แล้วทิ้งไว้ให้เผื่อให้อยากดื่มน้ำ ทางออกของห้องอาบน้ำชายกะหญิงจะอยู่ติดกัน ตรงบริเวณนั้นเป็นห้องกระจกมองออกไปข้างนอกได้ ก่อนออกไปก็เล็งกันดีๆจะไปทางไหน ด้านนอกมีทั้ง stream room, hot tub, และสระน้ำอุ่นสองสระ (มองจากห้องอาบน้ำออกไปน้ำในสระขวาที่อยู่ไกลกว่าจะเย็นกว่าสระซ้าย) พอเล็งเสร็จให้กลั้นใจเปิดประตูพุ่งไปทางที่เล็งโดนพลันเพราะท่านกำลังใส่ชุดว่ายน้ำอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิเลขตัวเดียว 555 ทางที่เดินไม่ลื่น แต่ก็ต้องระวังด้วย รีบมากไปอาจล้มหน้าแตก (literally) ได้

การแช่สระน้ำอุ่นในอากาศหนาวๆนี่เป็นอะไรที่ฟินมว๊ากกกก การพุ่งตัวเปลี่ยนจากสระน้ำอุ่นไป hot tub/stream room ก็สนุก 55 อยู่กันตั้งแต่พระอาทิตย์ตกยันมืดตื๋อเกือบสามชั่วโมง คือคุ้ม 3,200 ISK สุดๆ 555 ที่นี่อ่านจากรีวิวดูส่วนใหญ่คนที่มาจะเป็นคนในพื้นที่ ต่างกะ blue lagoon ที่เป็นนักท่องเที่ยวเป็นส่วนมาก ที่นี่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู ลองเข้าไปดูในเวปกันก่อนได้ที่ http://www.myvatnnaturebaths.is/ หรือ facebook page https://www.facebook.com/myvatnnaturebaths/?fref=ts

แช่น้ำจนตัวเปื่อยเสร็จก็มาหาที่นอนกันต่อ 55  วันนี้ขับรถไปมองหาที่นอนไปเรื่อย ปรากฏว่าที่จอดรถทุกที่ “overnight parking is not allowed” ทั้งหมด เพราะแถวนี้ถือว่าเป็นเขตสงวน (ที่ที่ห้ามจอดรถนอนคือ 1. ที่ใกล้สถานที่พักอาศัย/โรงแรม – close to residential buildings2. เขตสงวน – protected areas และ 3. บนพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน – cultivated land) ก็เลยถามคุณพนักงานที่ Mývatn nature baths ดูว่าอย่างงี้จะนอนที่ไหนได้บ้างละนี่ ห้ามจอดทุกที่เลย นางเลยแนะนำว่าไปจอดรถนอนที่ campsite ในเมืองดู ปกติมันปิด แต่ถ้าคุณไปจอดนอนเฉยๆเค้าไม่ว่าอะไรหรอก เลย search หาดู ไปจอดนอนกันที่ Hlið campsite (GPS 65.649479,-16.918709) คราวนี้ไปไม่เจอเจ้าของด้วย เลยไปจอดนอนกันเงียบๆตรงมุม  ของที่นี่ campsite ปิด ห้องน้ำก็ปิดล็อคหมด อดฉี่(แบบเป็นที่เป็นทาง)กันไป 55

วันนี้เป็นอีกวันที่ vedur.is ทำพิษ คือลดค่า Kp index ของตูอีกแล้ว 555 แต่พอจะนอนเห็นฟ้าใส ดาวเยอะๆ ก็ยังแอบมีความหวังที่จะมองหาออโรร่า มองไปมองมาเห็นแถบเทาๆเล็กๆตรงใกล้ๆภูเขา เลยเรียกคุณฝาชีว่าลองเอากล้องมาถ่ายตรงนั้นหน่อยว่าใช่ออโรร่ารึเปล่า นางบอกไม่ใช่หรอก มันดูไม่ค่อยขยับ แต่ก็ทนโดนรบเร้าไม่ไหวต้องหยิบกล้องมาลองถ่ายจนถ่าย ถ่ายเสร็จแถบเทานั้นหลังกล้องกลายเป็นสีเขียวจ้า กรี๊ดดดดดด ออโรร่าคืนแรกของแม่มาแล้วววว

08

หนูคือออโรร่านะคะ ไม่ใช่ light pollution 555

มัวแต่เซ็ทกล้องลองถ่ายรูปแถบนั้นกันซักพัก เงยหน้ามาอีกทีมีแถบสีเทาปนเขียวอ่อนใหญ่มากกกกก พาดอยู่จากฟากนึงไปอีกฟากเลยทีเดียว หลังจากนั้นน้องออโรร่าก็เต้นแสดงโชว์ช้าๆไปเรื่อยๆเกือบทั่วฟ้า ปลื้มปริ่มน้ำตาไหล คุ้มกะที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมานอนหนาวอยู่ในรถจริงๆ

261434

My first night with Aurora Borealis

Day 6 : Dettifoss/Selfoss/Egilsstaðir

เนื่องจาก campsite ที่ไปเกาะเค้านอนเมื่อคืนห้องน้ำปิด ตื่นเช้ามาวันนี้ก็หาจุดแวะเติมน้ำเติมท่า ขี้เข้อกันก่อน ขับรถมาตามวงแหวนไปที่ปั๊ม N1 จะมี supermarket ซึ่งจะเปิดช่วงสายๆ ด้านข้างมีห้องน้ำให้เข้าได้ (GPS 65.641543,-16.91083)

10

ปั๊ม N1 ข้างทะเลสาป

เมื่อทำธุระเรียบร้อยแล้วเราก็ไปต่อกัน จุดหมายปลายทางถัดไปอยู่ที่น้ำตกที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกที่ทรงพลังที่สุดในยุโรป (the most powerful waterfall in Europe) นางคือ Dettifoss นั่นเอง (GPS 65.814473,-16.384503)

Dettifoss นี้สามารถเข้าชมได้จากทั้งฝั่งตะวันออก (65.819088,-16.378911) และฝั่งตะวันตก (GPS 65.812544,-16.400373) ซึ่งจริงๆเค้า recommend ว่าฝั่งตะวันออกนั้นจะสามารถเห็นน้ำตกได้สวยเต็มตากว่าโดยไม่มีอะไรมาบัง ส่วนฝั่งตะวันตกจะมีชะง่อนผามาบังตัวน้ำตกบางส่วนทำให้ไม่เห็นความอลังการทั้งหมด แถมลมจะพัดมาทำให้ฝั่งนี้เปียกและลื่นกว่าอีกด้วย แต่ข้อดีคือฝั่งตะวันตกนี้เค้าทำทางใหม่ ทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า ส่วนฝั่งตะวันออกเป็นทางโรยกรวด วันที่เราไปทางปิดก็เลยอดไปตามระเบียบ (จริงๆเค้ามีป้ายกั้นไว้ว่าทางปิด ถ้าอยากจะเข้าไปก็เข้าไปได้ at your own risk หากเกิดอะไรขึ้นจะไม่มีประกันใดๆรับผิดชอบ รถคันข้างหน้าเราก็ขับอ้อมป้ายตะลุยเข้าไปต่อตามทาง ส่วนเราก็ฝาชีคุยกันแล้วว่าอย่าดีกว่า)

จากฝั่งตะวันตกขับรถมาจอดที่จุดจอดตาม GPS จะมีห้องน้ำฟรีให้เข้า คุณฝาชีเข้าไปดูแล้วบอกว่าเป็นส้วมหลุมๆ จุดนี้เราเลยขอบาย 555 เดินตามทางเดินจากจุดจอดรถเข้ามาจะมีป้ายบอกทางพร้อมทางเดินต่างๆให้เลือกกันตามอัธยาศัย (และสังขาร) มีทั้งเดินตรงไปดู Dettifoss อย่างเดียว, เดินดู Dettifoss+Selfoss, และเดินไกลเข้าไปดู canyon และน้ำตกอื่นๆทางเหนือด้วย

11

แผนที่ให้เลือกเดินชมธรรมชาติ

เราเลือกเดินดู Dettifoss + Selfoss โดยเดินไปทางต้นน้ำดู Selfoss กันก่อน ทางเดินมุ้งมิ้งปีนหินขำๆ ไม่ยาก แต่ถ้าอยากเดินไปถึงตัวน้ำตกก็ไกลนิดนึงและต้องเดินข้ามน้ำบางช่วง

12

Selfoss ในวันฟ้าปิด

 

น้ำตกสวยแปลกตาเพราะหินบะซอลท์เรียงเหมือนกำแพงแบบที่ไม่มีในน้ำตกบ้านเรา

13

กำแพงหินเกร๋ๆ

ดู Selfoss กันจนพอใจแล้วก็วกขึ้นเหนือกลับมาดู Dettifoss กันต่อ น้ำตกเค้าอลังการสมชื่อจริงๆขนาดเห็นจากฝั่งตะวันตก

14

ดูขนาด Dettifoss เทียบกับตัวคน

จากตรงนี้น้ำไหลไปทางเหนือลัดเลาะไปตามโตรกผา ละอองน้ำเยอะจนแดดส่องแค่นิดเดียวก็มีรุ้งเบ้อเริ่มพาดหน้าน้ำตกได้  คือสวยมากกก

15

Dettifoss, rainbow, and the Canyon

Dettifoss นี่เป็นฉากหนึ่งของหนัง Prometheus ด้วยนะ ใครดูคงจำได้ แต่เดี๊ยนไม่ได้ดู 555

16

มองย้อนแสงขึ้นไปจากตัวน้ำตก สวยดีเหมือนกัน

จุดหมายคืนนี้ของเราอยู่ที่เมือง Egilsstaðir ทางตะวันออกของไอซ์แลนด์ คืนนี้จะนอนโรงแรมกันเพราะฮีทเตอร์ในรถดับกลางคืนมาหลายคืนแล้ว ซ่อมไปสองรอบยังไม่ดี บริษัท Go Camper เลยเปิดโรงแรมให้อยู่คืนนี้ แล้วลองเปิดฮีทเตอร์ข้ามคืนดูว่าใช้ได้รึเปล่า เรามานอนกันที่ Guesthouse Egilsstaðir ห้องดีเตียงอุ่นใช้ได้ ด้านหลังโรงแรมติดทะเลสาป Lagarfljót ซึ่งคืนนี้ได้เจอออโรร่ากันอีกครั้ง activity แรงกว่าคืนก่อน ได้วิ่งถ่ายรูปกันทั้งด้านหน้าด้านหลังโรงแรมเป็นที่สนุกสนาน สาแก่ใจอีช้อยยิ่งนัก 555

17

Aurora in Egilsstaðir

Day 7 : Seyðisfjörður/Stokksnes(Vestrahorn)

เช้ามาวันนี้เช็คฮีทเตอร์ที่เปิดทิ้งไว้ เฮ้ยยังอุ่น ก็สบายใจไปเที่ยวกันต่อได้ เริ่มที่เมือง Seyðisfjörður เมืองท่าเล็กๆทางฝั่งตะวันออกที่มีคนบอกว่าสวยเหมือน Hallstatt ที่ออสเตรีย ส่วนตัวคิดว่าสวยไม่เท่า แต่ก็น่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มดี มีโบสถ์ Seyðisfjardarkirkja (GPS 65.261306,-14.010622) สีฟ้าน่ารักเป็น signature ของที่นี่ ต่างกะโบสถ์ในเมืองอื่นที่จะเป็นสีขาวเหลืองหลังคาแดง

18

Seyðisfjardarkirkja

ส่วนตัวคิดว่าเมืองนี้ถ้าเวลาเหลือก็ควรมา ระหว่างทางจะต้องขับรถขึ้นเขา ทางโค้งไปมาวิวสวยดี มีน้ำตกรายทางให้แวะดูเพลินๆ แต่ถ้าไม่มีเวลาข้ามไปก็ได้ ไม่เสียหาย

ขับรถต่อมาทางถนนวงแหวนลงใต้ จุดหมายถัดไปคือ Stokksnes (GPS 64.243669,-14.967425) หรือ Vestrahorn/Vesturhorn นั่นเอง ลอง search Google ดูจะเห็นภาพเทือกเขาสะท้อนน้ำเป็น mirror image โดยบางรูปด้านหน้าจะมี foreground เป็น black sand dunes สวยงามน่าเข้าไปชมมาก

จากฝั่งตะวันออกมาจะต้องขับรถลอดลงอุโมงค์ พ้นปากอุโมงค์มาทางซ้ายจะมาป้ายเข้ามา Stokksnes ขับรถเข้ามาประมาณนึงจะเจอ Viking Café (GPS 64.255051,-14.993553) อยู่ตรงทางแยก ข้างๆคาเฟ่นี้จะเป็นแยกซ้ายขวา ที่ติดป้ายว่าเป็น private road ถ้าจะเข้าต้องเสียค่าเข้าก่อน 600 ISK (ถ้าคาเฟ่เปิดให้เดินเข้าไปจ่ายด้านในได้เลย แต่ถ้าปิดจะมีกล่องให้หยอดเงินด้านหน้า) วันที่เราไปคาเฟ่ปิด แต่ด้วยความเป็นคนดีก็หยอดเงินใส่กระป๋องไป แล้วไปเริ่มที่แยกซ้ายมือกันก่อน เป็น Viking village ขับรถต่อไปได้ประมาณนึงสุดถนนก็จอดเดิน วันที่ไปอากาศแย่มากกกก ฟ้าปิดแถมลมแรงสุดๆ ตัวล่ำอย่างเรายังเกือบปลิวได้ 555 หมู่บ้านไวกิ้งก็ไม่มีไรมาก ผุๆแฉะๆเพราะฝนตก

19

Viking Village

ดูเสร็จอย่างรวดเร็วก็ขับรถออกมาไปอีกแยกเพื่อไปดู Stokksnes กันต่อ ขับรถไปตามที่มีรีวิวว่าจะเห็นเนินทรายสีดำ (black sand dunes) ที่จะเป็น foreground ในการถ่ายรูปภูเขาเมพของเรา อ๊ะเจอเนินทรายแล้ว แล้วไหนภูเขากรู๊ววววว ><

20

สิ่งที่ผมคิด VS สิ่งที่ผมเห็น … ฟ้าปิดมาก ลมแรง max ล้องห้ายยยยย T^T

จากการเสียค่าโง่ไปฟรีๆ (จริงๆก็ไม่เชิง ได้เข้าส้วม 555 ตรงคาเฟ่มีส้วมเปิดให้เข้า ถ้าเสีย 600 ISK แล้วก็เข้าได้ แต่ถ้าใครไม่เสียจะเข้าแต่ส้วมก็ต้องจ่าย 100ISK แต่อันที่จริงถ้าใครหน้ามึนก็ไม่ต้องเสียอะไรเลย 55) ก็มีทิปมาฝากทุกท่านที่จะไปชม Stokksnes ดังนี้ ข้อแรก ตามทางที่จะขับเข้ามา อีภูเขาที่อยู่ด้านซ้ายมือของท่านนั่นแหละคือภูเขาที่เราจะถ่ายรูปกัน คือถ้าดูฟ้ามืดฟ้าปิด เห็นอีภูเขาที่ว่าได้แค่บริเวณตีนเขา ท่านก็ไม่ต้องเสียเวลาและเสียเบี้ยเข้าไป ไปก็คงได้รูปไม่ต่างจากเราแน่นอน 55 ข้อสอง อ่านในเวปบอร์ดของฝรั่ง บางคนบอกว่าไอ้ private route ที่ต้องเสียตังค์เนี่ย คือกรณีที่คุณจะขับรถเข้าไปตรงถนนของเค้า แต่ถ้าคุณจอดรถไว้ตรงคาเฟ่แล้วเดินเข้าไปคุณจะไม่เสียก็ได้!!! บร๊ะ ไม่รู้เป็นงั้นจริงหรือฝรั่งมันศรีธนญชัยนะคะ 55 แต่เดินเข้าไปก็ไกลนิดนึง ใครใคร่เดินก็เดิน ตามสะดวกค่ะ

เนื่องจากพรุ่งนี้มีนัดเข้า ice cave ตอนเช้า จุดนัดพบที่ Hali guesthouse reception (GPS 64.129655,-16.017411) เราเลยขับรถไปจอดนอนกันที่ลานจอดรถตรงข้ามทางเข้าเกสต์เฮ้าส์กันเลย เช้ามาจะได้ไม่ต้องรีบ ตรงที่จอดด้านหลังเป็นภูเขา ช่วยบังลมเอาไว้ทำให้อากาศไม่หนาวมาก แถมมีออโรร่าโผล่พ้นเหลี่ยมเขามาให้ดูเล่นๆก่อนนอนเบาๆ (เบามาก อย่างกะเปลวเทียน 555)

21

Aurora เปลวเทียน เห็นแค่นี้ที่เหลือฟ้าปิดมากเลยไม่ได้ตั้ง setting กล้องถ่ายกันดีๆ 555

Day 8 : Ice Cave Tour/Jökulsárlón

วันนี้เราจะไปเข้าถ้ำน้ำแข็งกัน เท่าที่เห็นมีหลายเจ้า เราเลือกไปกับ Glacier Adventure สนนราคาอยู่ที่ 19,500 ISK ต่อคน (ของเรารวมสองคน 39,000 ISK เค้าจะเก็บทันที 9,750 ISK ที่เหลือจะชาร์จก่อนถึงวันเดินทาง 5-7 วัน) ตอนจองต้องเลือกวันไปเลยว่าเราจะไปวันไหน รอบไหน (ของบริษัทนี้วันนึงมี 1-2 รอบ รอบนึงรับลูกทัวร์ 10-12 คน) ระยะเวลาของทัวร์ก็จะขึ้นกับว่าเค้าจะพาเราไปถ้ำตรงไหน ซึ่งรอบเราเค้าส่งอีเมลประมาณการมาให้ว่านั่งรถจากจุดนัดพบไปประมาณ 25-45 นาที เดินจากที่จอดรถไปถ้ำประมาณ 10-60 นาที รวมระยะเวลาไม่น่าเกิน 5 ชั่วโมง

สิ่งที่เค้าให้เราเตรียมไปก็คือ “good clothes, shoes, and camera” เอาล่ะสิ good clothes นี่กะเหรี่ยงตื่นเต้นมาก ปกติท่อนบนจะใส่ลองจอน สเวตเตอร์คอเต่า และแจ็คเก็ตกันน้ำ/กันลม ส่วนท่อนล่างเป็นลองจอน เลกกิ้งปิดถึงเท้า กางเกง outdoor pants กันน้ำ/กันลม ถุงเท้า 1 คู่ และรองเท้า hiking shoes หุ้มข้อ ใส่ตามนี้อยู่ได้สบายๆหนาวแค่มือ พอจะเข้าถ้ำน้ำแข็งก็จัดเต็มเลยจ้า เบิ้ลลองจอน สเวตเตอร์ เลกกิ้ง และถุงเท้า เป็นอย่างละสองชั้น หนาเป็นหมีเลยมึง 555 (ใครบอกเดิมก็หนาอยู่แล้ว ให้ตบปากตัวเองสามที ปฏิบัติ! 55)

พอถึงจุดนัดพบคุณไกด์รูปหล่อบอกว่า ถ้ำอยู่ไกลนิดนึง ต้องเดินไกล เสื้อผ้าใส่สามชั้นน่าจะสบายๆ หรือร้อนนิดหน่อย .. อัลไลลลล มึงหยั่มมา กะเหรี่ยงไม่เชื่อ นุ่งห่มห้าชั้นต่อไป 555 พอไปถึงเค้ามีหมวกกันน็อคให้ใส่ มีรองเท้าบูทยางให้เปลี่ยน เพราะทางเดินบางช่วงต้องย่ำโคลนถึงข้อเท้า

22

เริ่มเดิน ตอนแรกนึกว่าถ้ำอยู่ตรง glacier ด้านหน้า ไม่ใช่จ้าา เดินกันอีกชั่วโมง 555

เดินกันอยู่เกือบชั่วโมง ทางแรกๆก็ชิลๆ หลังๆเริ่มต้องปีนจร้า กรุ๊ปเรามี 10 คน ทุกคนเดินไล่ควายตามพี่ไกด์อย่างมีประสิทธิภาพกันถ้วนหน้าไม่ว่าจะเป็นพี่ฝรั่ง พี่ยุ่น พี่จีน หรือกะเหรี่ยงไทยอย่างข้าพเจ้า พี่ไกด์หยุดกลางทางให้ทุกคนลอกคราบเนื่องจากเริ่มเหงื่อตกกันแล้วจากการเดิน กะเหรี่ยงก็ถอดถุงมือกะหมวกไหมพรม และรูดซิปแจ็คเก็ตออก ส่วนชั้นอื่นที่ไม่ถอดไม่ใช่อะไร คือกรูอาย เดี๋ยวคนรู้ว่าแต่งกายมาห้าชั้น 555

23

เดินตามกันเรียบร้อย เห็นเหมือนเดินชิลๆ แต่ speed จริงเหมือนโดนควายไล่ขวิดมาก

เดินกันอยู่นานไปถึงขอบทางเข้าถ้ำพี่ไกด์ก็แจก crampon ให้ใส่กันลื่น

24

Mini-crampon สวมทับบูท

ทางเข้าค่อนข้างเตี้ย เนื่องจากปีนี้ฤดูหนาวมาถึงค่อนข้างช้า ทำให้ต้นเดือนพ.ย.แล้วยังมีแต่ถ้ำเล็กๆให้เข้า เข้าไปนี่รู้ซึ้งถึงประโยชน์ของหมวกกันน็อคทันทีเนื่องจากต้องนั่งยองๆเข้าไปช่วงแรก หัวโขกไปหลายรอบอยู่ 55

25

ทางเข้าถ้ำน้ำแข็ง ต้องยองๆกันไปประมาณนึง

ข้างในถ้ำจิ๋วของเราแคบแต่สวย มีน้ำตกเล็กๆข้างใน อยู่ด้านในกันประมาณชั่วโมงนึง ความสวยก็คุ้มกับการนั่งรถไปกลับสองชั่วโมงรวมกะการเดินไปกลับอีกสองชั่วโมงอยู่ 555

26

Iced Waterfall … love it!

เสร็จจากเที่ยวถ้ำประมาณบ่ายสองกว่าๆ ยังมีเวลาอีกประมาณสามชั่วโมงก่อนมืด เลยไป Jökulsárlón กันต่อ (GPS 64.048063,-16.17999) จุดนี้เป็น glacial lagoon หรือทะเลสาปธารน้ำแข็ง เป็นจุดที่น้ำแข็งแตกออกจากธารน้ำแข็งลงสู้ทะเลสาปก่อนไหลลงทะเลซึ่งสวยมากกก ของจริงสวยกว่าในรูปอีก

27

Jökulsárlón the Glacial Lagoon ที่เห็นขาวๆไกลๆข้างภูเขานั่นแหละคือธารน้ำแข็งจ้า

ข้ามถนนวงแหวนไปฝั่งตรงข้ามจะเป็นจุดที่ก้อนน้ำแข็งจากทะเลสาปไหลลงทะเล ชายหาดทรายสีดำตรงนั้นจะมีก้อนน้ำแข็งฟ้าๆใสๆ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง วางเรียงรายเต็มไปหมด สวยจริงๆ สวยวัวตายควายล้ม 555

261444

Jökulsárlón Ice Beach

คืนนี้นอนกันที่ Gerði guesthouse (GPS 64.128492,-16.011724) เนื่องจากเมื่อคืนฮีทเตอร์พังกลางดึกอีกแล้วจ้า 55 ชีวิตบัดซบ ยังดีว่าเช็ค vedur.is ว่าคืนนี้ช่วงตีสามฟ้าจะเปิด เลยตั้งนาฬิกาปลุกตื่นมาดู กรี๊ดดด ฟ้าใส ออโรร่าก็มา เลยปลุกคุณฝาชีขับรถไปดูที่ Jökulsárlón กันดีกว่า ไปถึงมีตากล้องนานาชาติตั้ง tripod ถ่ายกันอยู่ยุ่บยั่บเต็มไปหมด 555 ฟินกันไปอีกคืน

29

Aurora at Jökulsárlón

สำหรับตอนนี้พอแค่นี้ก่อน พบกันใหม่ตอนหน้า น่าจะจบได้แล้ว ยิ่งพิมพ์ยิ่งเพลิน ยืดมาก 555

Written by Puengie